ในโลกการทำงานยุคใหม่ หลายคนไม่ได้เหนื่อยแค่ “งานเยอะ” แต่กำลังเหนื่อยจากความรู้สึกว่า “ตัวเองยังดีไม่พอ” อยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ทำงานหนัก ตอบแชตเร็ว รับผิดชอบเกินหน้าที่ และพยายามเต็มที่แล้ว แต่กลับรู้สึกผิดทุกครั้งที่พัก รู้สึกแย่เมื่อปฏิเสธงาน และเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า “หรือจริง ๆ แล้วเรายังไม่เก่งพอ?” ความรู้สึกแบบนี้ อาจไม่ได้เกิดจากความกดดันธรรมดา แต่อาจเป็นผลของ “Gaslighting ในที่ทำงาน” โดยที่หลายคนไม่ทันสังเกต
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม
Gaslighting คืออะไร?
คือรูปแบบหนึ่งของการบิดเบือนความจริงทางจิตใจ จนอีกฝ่ายเริ่มสงสัยความคิด ความรู้สึก หรือคุณค่าของตัวเอง เดิมคำนี้มักถูกพูดถึงในความสัมพันธ์ส่วนตัว แต่ปัจจุบันเกิดขึ้นใน “ที่ทำงาน” มากขึ้นเรื่อย ๆ
โดยเฉพาะในวัฒนธรรมองค์กรที่ทำให้พนักงานรู้สึกว่า:
- ทำดีแค่ไหนก็ยังไม่พอ
- ความเหนื่อยของตัวเอง “ไม่สำคัญ”
- การพักคือความผิด
- ปัญหาทุกอย่างเกิดจากตัวเองเสมอ

สัญญาณของในที่ทำงาน ที่หลายคนเจอโดยไม่รู้ตัว
ถูกทำให้รู้สึกว่า “คิดมากเกินไป”
เมื่อคุณพูดถึงความเหนื่อย ความกดดัน หรือภาระงาน แต่กลับได้รับคำตอบอย่าง:
- “คนอื่นก็ทำได้”
- “อย่า sensitive”
- “เรื่องแค่นี้เอง”
- “คิดมากไปหรือเปล่า”
สิ่งเหล่านี้ทำให้คนเริ่มไม่มั่นใจในความรู้สึกของตัวเอง และพยายาม “อดทนเพิ่ม” แทนที่จะตั้งคำถามกับปัญหา
ถูกคาดหวังให้ทำเกินหน้าที่ จนกลายเป็นเรื่องปกติ
หลายองค์กรชื่นชมคนที่:
- ตอบงานดึก
- พร้อมตลอดเวลา
- รับทุกอย่างโดยไม่ปฏิเสธ
แต่เมื่อสิ่งเหล่านี้กลายเป็น “มาตรฐาน” คนที่เริ่มเหนื่อยจะกลายเป็นฝ่ายรู้สึกผิดทันที ทั้งที่จริงแล้ว การไม่มีเวลาพักไม่ควรเป็นเรื่องปกติของการทำงาน
ความผิดพลาดเล็ก ๆ ถูกขยายใหญ่เสมอ
มักทำให้คน:
- จดจำแต่ข้อผิดพลาดของตัวเอง
- มองข้ามสิ่งที่ทำสำเร็จ
- รู้สึกว่าตัวเอง “ยังไม่ดีพอ” ตลอดเวลา
สุดท้าย แม้จะทำงานหนักขึ้น แต่ความมั่นใจกลับลดลงเรื่อย ๆ
เริ่มขอโทษกับทุกเรื่อง แม้ไม่ใช่ความผิดตัวเอง
หนึ่งในสัญญาณที่ชัดมากคือ การพูดคำว่า “ขอโทษ” ตลอดเวลา
เช่น:
- ขอโทษที่ลางาน
- ขอโทษที่ตอบช้า
- ขอโทษที่ถาม
- ขอโทษที่เหนื่อย
คนจำนวนมากถูกทำให้รู้สึกว่า ตัวเองเป็น “ภาระ” ทั้งที่กำลังพยายามเต็มที่แล้ว
ทำไมคนเก่งถึงตกอยู่ในวงจรนี้ง่าย?
น่าสนใจว่า คนที่โดนในที่ทำงานบ่อย มักไม่ใช่คนขี้เกียจ
แต่คือคนที่:
- รับผิดชอบสูง
- แคร์ความรู้สึกคนอื่น
- อยากทำงานออกมาให้ดีที่สุด
- กลัวทำให้คนผิดหวัง
คนกลุ่มนี้จะพยายาม “แก้ไขตัวเอง” ก่อนเสมอ แม้ปัญหาจริงอาจอยู่ที่ระบบการทำงาน หรือวัฒนธรรมองค์กรก็ตาม
ยิ่งทำหนัก ทำไมยิ่งโทษตัวเอง?
เพราะทำให้คนเชื่อว่า “ถ้ายังเหนื่อยอยู่ แปลว่ายังพยายามไม่พอ” นี่คือจุดที่อันตรายที่สุด
เพราะแทนที่จะตั้งคำถามว่า:
- งานมากเกินไปหรือเปล่า?
- ทีมจัดการปัญหาดีไหม?
- ระบบมีปัญหาหรือไม่?
หลายคนกลับหันมาโทษตัวเองว่า:
- ยังไม่เก่งพอ
- ยังไม่อดทนพอ
- ยังไม่ professional พอ
และพยายามทำงานหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนเริ่มหมดแรงโดยไม่รู้ตัว
ผลกระทบที่มากกว่า “ความเครียด”
การปั่นความรู้สึกไม่ได้กระทบแค่ performance แต่มันค่อย ๆ ทำลาย:
- ความมั่นใจ
- คุณค่าในตัวเอง
- ความสามารถในการตั้งขอบเขต
- สุขภาพจิตระยะยาว
หลายคนเริ่มไม่กล้าพักไม่กล้าปฏิเสธ และรู้สึกผิดแม้ในวันหยุด จนสุดท้าย “การทำงาน” กลายเป็นพื้นที่ที่ทำให้ตัวเองรู้สึกแย่ตลอดเวลา

วิธีรับมือกับในที่ทำงาน
สังเกตความรู้สึกตัวเองให้มากขึ้น
ถ้าคุณ:
- รู้สึกผิดตลอดเวลา
- กลัวการทำงานแม้ไม่ได้มีปัญหาใหญ่
- พยายามเต็มที่แต่ยังรู้สึกไม่พอ
ความรู้สึกเหล่านี้อาจกำลังบอกบางอย่าง
แยกให้ออก ระหว่าง “Feedback” กับ “การบั่นทอน”
Feedback ที่ดีจะช่วยให้คุณเติบโต แต่การปั่นความรู้สึกจะทำให้คุณสงสัยคุณค่าของตัวเอง สองอย่างนี้ต่างกันมาก
ตั้งขอบเขตโดยไม่รู้สึกผิด
การพัก การปฏิเสธงานเกินกำลัง หรือการไม่พร้อมตอบแชตตอนดึก ไม่ใช่ความผิด แต่มันคือขอบเขตพื้นฐานของการทำงานที่ยั่งยืน
เมื่อความเหนื่อยเริ่มกระทบใจ การคุยกับนักจิตบำบัดอาจช่วยได้
หลายคนที่เผชิญการปั่นความรู้สึกในที่ทำงาน มักใช้เวลานานกว่าจะรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองเจอ “ไม่ใช่เรื่องเล็กเพราะเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทำให้รู้สึกผิดอยู่ตลอด คนจำนวนมากจะเริ่ม:
- ไม่มั่นใจในตัวเอง
- รู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอ
- โทษตัวเองแม้ทำดีที่สุดแล้ว
- หรือเริ่มหมดแรงกับชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัว
ในบางกรณี การพูดคุยกับนักจิตบำบัดหรือนักให้คำปรึกษา สามารถช่วยให้เราเห็นปัญหาได้ชัดขึ้น รวมถึงช่วยจัดการความเครียด ความกดดัน และผลกระทบทางอารมณ์ที่สะสมมาเป็นเวลานาน
Counselling Thailand มีทีมนักบำบัดทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ให้บริการในChiang Mai รวมถึงออนไลน์ทั่วประเทศ โดยครอบคลุมประเด็นอย่างความเครียดจากการทำงาน ความสัมพันธ์ ความวิตกกังวล ภาวะหมดไฟ และ trauma







