"ความสำเร็จต้องหมายถึงการเลื่อนตำแหน่งเสมอไปหรือไม่?"
ครั้งหนึ่ง คำตอบของคำถามนี้ดูเหมือนจะชัดเจน
คนทำงานเริ่มจากตำแหน่งเล็ก ๆ ตั้งใจทำงาน เก็บเกี่ยวประสบการณ์ แล้วค่อย ๆ ไต่เต้าขึ้นเป็นหัวหน้า ผู้จัดการ และผู้บริหาร ความก้าวหน้าในหน้าที่การงานถูกมองเป็นเส้นตรงที่ทุกคนควรเดินตาม หากใครหยุดอยู่กับที่ ก็มักถูกตั้งคำถามว่า "ไม่ทะเยอทะยานหรือ?"
แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นคนทำงานรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยตอบคำถามนี้ต่างออกไป
พวกเขาไม่ได้ปฏิเสธการเติบโต ไม่ได้ขาดแรงผลักดัน และไม่ได้ไม่รักความสำเร็จ หากแต่กำลังนิยามคำว่า "ประสบความสำเร็จ" ใหม่ในแบบที่สอดคล้องกับคุณค่าของชีวิตมากขึ้น ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่า Quiet Ambition
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม

ความทะเยอทะยานที่เงียบลง...ไม่ได้แปลว่าหายไป
เมื่อได้ยินคำว่า Quiet Ambition หลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นการลดความคาดหวังหรือยอมแพ้ต่อความก้าวหน้าในอาชีพ แต่แท้จริงแล้ว ความหมายของมันคือการเลือกเส้นทางที่เหมาะกับตัวเองมากกว่าการเดินตามบรรทัดฐานของสังคม
คนที่มี Quiet Ambition ยังคงพัฒนาทักษะ เรียนรู้สิ่งใหม่ และทำงานอย่างรับผิดชอบ พวกเขาอาจเป็นพนักงานที่มีผลงานโดดเด่น แต่ไม่ได้รู้สึกว่าต้องเป็นผู้จัดการหรือมีลูกน้องจำนวนมาก จึงจะเรียกว่าประสบความสำเร็จ
พวกเขาเลือกเติบโตโดยไม่ต้องแลกกับสุขภาพกาย สุขภาพใจ หรือความสัมพันธ์กับคนสำคัญในชีวิต
เมื่อการเป็นหัวหน้าไม่ใช่รางวัลสำหรับทุกคน
การเป็นหัวหน้าในองค์กรยุคปัจจุบันไม่เหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อน
นอกจากการรับผิดชอบผลลัพธ์ของทีมแล้ว ยังต้องบริหารคน รับมือกับความขัดแย้ง สื่อสารกับหลายฝ่าย และรับแรงกดดันจากทั้งผู้บริหารและลูกทีม หลายคนพบว่าหน้าที่เหล่านี้ไม่ได้สอดคล้องกับจุดแข็งหรือความสนใจของตนเอง
สำหรับบางคน การเป็นผู้เชี่ยวชาญในสายงานที่รัก อาจสร้างทั้งคุณค่าและความสุขได้มากกว่าการรับตำแหน่งบริหาร
คำถามจึงไม่ใช่ว่า "ทำไมไม่อยากเป็นหัวหน้า" แต่คือ "ทุกคนจำเป็นต้องเป็นหัวหน้าเพื่อเติบโตจริงหรือ?"
คนรุ่นใหม่เรียนรู้อะไรจากคนรุ่นก่อน
อีกเหตุผลหนึ่งที่น่าสนใจ คือคนรุ่นใหม่เติบโตมาพร้อมกับการเห็นผลกระทบของการทำงานหนักเกินไป
พวกเขาเห็นพ่อแม่หรือคนรอบตัวต้องทำงานล่วงเวลา พกงานกลับบ้าน รับโทรศัพท์นอกเวลางาน และเผชิญภาวะเครียดสะสมจนส่งผลต่อสุขภาพหรือความสัมพันธ์ในครอบครัว
ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า หากความสำเร็จต้องแลกกับคุณภาพชีวิตทั้งหมด เราควรเรียกสิ่งนั้นว่าความสำเร็จหรือไม่
คำถามนี้ไม่ได้สะท้อนความอ่อนแอ แต่สะท้อนการทบทวนคุณค่าของชีวิตอย่างจริงจัง
มุมมองจากจิตวิทยา เมื่อแรงจูงใจเปลี่ยนไป
ในทางจิตวิทยา มนุษย์มีแรงจูงใจทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายใน
แรงจูงใจจากภายนอก ได้แก่ เงินเดือน ตำแหน่ง ชื่อเสียง หรือการได้รับการยอมรับ ขณะที่แรงจูงใจจากภายในเกิดจากความรู้สึกว่างานมีความหมาย ได้ใช้ศักยภาพของตนเอง และมีอิสระในการตัดสินใจ
งานวิจัยจำนวนมากพบว่า แม้รางวัลภายนอกจะมีความสำคัญ แต่ความพึงพอใจในชีวิตระยะยาวมักเชื่อมโยงกับแรงจูงใจจากภายในมากกว่า
นั่นอาจเป็นเหตุผลที่คนทำงานรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยเลือกถามตัวเองว่า
"ฉันมีความสุขกับงานที่ทำหรือไม่?"
แทนที่จะถามเพียงว่า
"ฉันจะได้เลื่อนตำแหน่งเมื่อไร?"
ความสำเร็จแบบใหม่ ไม่ได้มีคำตอบเดียว
ที่ผ่านมา สังคมมักสร้างภาพว่าความสำเร็จมีหน้าตาแบบเดียว คือการมีตำแหน่งสูง รายได้มาก และมีอำนาจในการตัดสินใจ
แต่ในความเป็นจริง ผู้คนมีเป้าหมายชีวิตแตกต่างกัน
บางคนมีความสุขกับการเป็นผู้เชี่ยวชาญในสายงาน
บางคนอยากมีเวลาเลี้ยงลูก
บางคนให้ความสำคัญกับสุขภาพ
บางคนอยากมีเวลาสำหรับการเรียนรู้ การเดินทาง หรือการดูแลพ่อแม่
ไม่มีเป้าหมายใดด้อยค่ากว่าอีกเป้าหมายหนึ่ง หากสิ่งนั้นสอดคล้องกับคุณค่าที่เจ้าตัวเลือก
การยอมรับว่าความสำเร็จมีได้หลายรูปแบบ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานที่มีความหมายมากขึ้น ทั้งสำหรับพนักงานและองค์กร

สิ่งที่องค์กรอาจต้องทบทวน
แทนที่จะมองว่าคนรุ่นใหม่ "ไม่อยากโต" องค์กรอาจลองตั้งคำถามใหม่ว่า
- เรามีเส้นทางเติบโตสำหรับผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ต้องเป็นผู้จัดการหรือไม่
- การประเมินความสำเร็จของพนักงานวัดจากตำแหน่งเพียงอย่างเดียวหรือเปล่า
- ผู้นำได้รับการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตและทักษะการบริหารคนมากเพียงพอหรือไม่
- วัฒนธรรมองค์กรเปิดพื้นที่ให้พนักงานเลือกเส้นทางที่เหมาะกับตนเองหรือยัง
เมื่อองค์กรยอมรับว่าความสำเร็จไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว พนักงานก็มีโอกาสเติบโตได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น
แม้ Quiet Ambition จะสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของค่านิยมในการทำงาน แต่สำหรับบางคน การตั้งคำถามกับเส้นทางอาชีพอาจมาพร้อมกับความรู้สึกสับสน กดดัน หรือรู้สึกผิด
บางคนลังเลที่จะปฏิเสธตำแหน่งที่สูงขึ้น เพราะกลัวถูกมองว่า "ไม่มีความทะเยอทะยาน" ขณะที่บางคนรู้สึกเหนื่อยล้าจากการพยายามทำตามความคาดหวังของครอบครัว องค์กร หรือสังคม จนไม่แน่ใจว่าความต้องการที่แท้จริงของตนเองคืออะไร
คำถามอย่าง
- "ถ้าฉันไม่อยากเป็นหัวหน้า ฉันกำลังถอยหลังหรือเปล่า?"
- "ทำไมฉันถึงรู้สึกผิดที่ไม่อยากแข่งขันกับคนอื่น?"
- "ฉันควรเลือกความมั่นคง หรือเลือกชีวิตที่มีความสุขมากกว่า?"
ล้วนเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบตายตัว และไม่จำเป็นต้องหาคำตอบเพียงลำพัง
การได้พูดคุยกับนักจิตบำบัดหรือนักจิตวิทยาสามารถช่วยให้เราเข้าใจความคิด ความรู้สึก และคุณค่าที่สำคัญในชีวิตได้ชัดเจนขึ้น โดยไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อบอกว่าคุณควรเลือกทางไหน แต่เพื่อช่วยให้การตัดสินใจนั้นเป็นไปตามสิ่งที่สอดคล้องกับตัวตนและความต้องการของคุณจริง ๆ
การบำบัดยังอาจช่วยในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน เช่น
- ความเครียดและความกดดันจากการทำงาน
- ภาวะหมดไฟ (Burnout)
- ความวิตกกังวลเกี่ยวกับอนาคตและการตัดสินใจด้านอาชีพ
- ความมั่นใจในตนเองและความรู้สึกว่าตนเอง "ไม่ดีพอ" (Imposter Syndrome)
- การสร้างสมดุลระหว่างการทำงานกับชีวิตส่วนตัว (Work-Life Balance)
- การค้นหาคุณค่าและเป้าหมายของชีวิต (Values and Purpose)
Counselling Thailand มีทีมนักจิตบำบัดและนักจิตวิทยาที่มีประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาแก่คนทำงาน ผู้บริหาร และผู้ที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิตและอาชีพ โดยให้บริการทั้งแบบพบหน้าและแบบออนไลน์ เพื่อให้คุณมีพื้นที่ที่ปลอดภัยในการสำรวจความคิด ความรู้สึก และออกแบบเส้นทางชีวิตที่เหมาะกับตัวเอง
เพราะการดูแลสุขภาพจิต ไม่ได้มีไว้สำหรับวันที่เรา "รับไม่ไหว" เท่านั้น แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่อให้เราสามารถใช้ชีวิตและทำงานได้อย่างมีความหมายในระยะยาว







