โทรศัพท์:0910713531  Whatsapp:+66910713531  อีเมล:info@counsellingthailand.co.th    วันจันทร์ – วันเสาร์ เวลา 8.00 – 20.00 น.

เริ่มต้นดูแลสุขภาพใจ

เราเข้าใจว่าการเริ่มต้นเข้ารับคำปรึกษาอาจทำให้คุณกังวล
ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไร หรือสงสัยว่าการปรึกษาจะช่วยคุณได้จริงหรือไม่ เราพร้อมมอบประสบการณ์การปรึกษาที่ทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและมั่นใจในทุกขั้นตอน

High-Functioning Burnout: ภาวะหมดไฟเงียบ ๆ ของคนที่ “ดูยังไหว” ตลอดเวลา

โดย Counselling Thailand | พ.ค. 11, 2026

หลายคนทำงานมาหลายปี โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่า จริง ๆ แล้วพวกเขาเหนื่อยแค่ไหน

ยังตื่นเช้าไปทำงานตรงเวลา
ยังส่งงานครบ
ยังตอบแชตไว
ยังยิ้มในห้องประชุม
ยังดูเป็น “คนเก่งที่เอาอยู่ทุกอย่าง”

แต่ลึก ๆ กลับรู้สึกเหมือนชีวิตกำลังค่อย ๆ ดับลงจากข้างใน

หลายคนไม่ได้อยากลาออกทันที
ไม่ได้ร้องไห้ทุกวัน
ไม่ได้ล้มพับจนใช้ชีวิตต่อไม่ไหว

พวกเขาแค่เริ่มไม่รู้สึกอะไรกับชีวิตอีกแล้ว นี่คือภาวะที่เรียกว่า High-Functioning Burnout ภาวะหมดไฟที่ไม่ได้ทำให้ชีวิตพังทันที แต่ทำให้คนค่อย ๆ สูญเสียพลัง ความรู้สึก และความเป็นตัวเองไปเงียบ ๆ ขณะยังดูปกติดีจากภายนอก

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม

High-Functioning Burnout

High-Functioning Burnout คืออะไร?

เวลาพูดถึง Burnout คนส่วนใหญ่มักนึกถึงภาพของคนที่ร้องไห้กลางออฟฟิศ หรือทำงานต่อไม่ไหวจนต้องหยุดพัก

แต่ในความจริง คนวัยทำงานจำนวนมากกำลังอยู่ในภาวะ “หมดไฟแบบยังทำงานได้”

พวกเขายังรับผิดชอบหน้าที่ได้ตามปกติ
ยัง productive
ยังถูกมองว่าเป็นคนเก่ง
ยังเป็นคนที่คนอื่นไว้ใจที่สุดในทีม

แต่ข้างในกลับเหนื่อยล้าทางอารมณ์อย่างต่อเนื่อง

หลายคนไม่ได้หยุดทำงาน
แต่หยุด “รู้สึก” ไปแล้ว

ทำไมคนเก่งจำนวนมาก ถึงเป็น Burnout โดยไม่รู้ตัว

หนึ่งในเหตุผลสำคัญ คือคนที่มีภาวะหมดไฟแบบยังใช้ชีวิตได้ปกติมักเป็นคนที่ “รับผิดชอบสูง”

พวกเขาเคยชินกับการ:

  • ต้องเก่ง
  • ต้องไหว
  • ต้องจัดการทุกอย่างได้
  • ต้องไม่เป็นภาระใคร

จนวันหนึ่ง ความสามารถในการ “ฝืนตัวเอง” กลายเป็นสิ่งที่ทำให้ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังพัง

หลายคนยังทำงานได้ดี เลยคิดว่า

“เราคงไม่ได้เป็นอะไร”

ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ใจเริ่มหมดแรงไปนานแล้ว

และยิ่งคนรอบตัวชมว่า “เก่ง” มากเท่าไร
หลายคนก็ยิ่งรู้สึกว่า ตัวเองไม่มีสิทธิ์จะเหนื่อย

สัญญาณเงียบ ๆ ของภาวะหมดไฟแบบยังใช้ชีวิตได้ปกติ

ภาวะหมดไฟแบบนี้ มักไม่ชัดเจนเหมือนความเครียดทั่วไป เพราะคนยังใช้ชีวิตได้ตามปกติ

แต่ลึก ๆ มักมีสัญญาณบางอย่างซ่อนอยู่

รู้สึกเฉยกับความสำเร็จ

งานสำเร็จ เป้าถึง ได้คำชม
แต่กลับไม่รู้สึกภูมิใจหรือมีความสุขเหมือนเมื่อก่อน

หลายคนเริ่มใช้ชีวิตแบบ “ทำไปงั้น ๆ” โดยไม่มีความรู้สึกร่วมกับสิ่งที่ตัวเองทำ

เหมือนทุกอย่างกลายเป็นแค่สิ่งที่ต้องทำให้เสร็จไปอีกวัน

เหนื่อยตลอด แม้จะพักแล้ว

วันหยุดไม่ช่วยให้รู้สึกดีขึ้น
นอนเยอะก็ยังล้า
ตื่นมาก็ไม่สดชื่น

หลายคนเปิด laptop ตั้งแต่เช้า ตอบแชตทั้งวัน ประชุมจนเย็น
แล้วจู่ ๆ ก็พบว่า ตัวเองจำไม่ได้แล้วว่า ครั้งสุดท้ายที่รู้สึกตื่นเต้นกับชีวิตคือเมื่อไหร่

เพราะความเหนื่อยแบบนี้ ไม่ได้มาจากร่างกายอย่างเดียว
แต่มันคือความเหนื่อยทางใจที่สะสมมานานเกินไป

เบื่อทุกอย่าง แต่ลาออกไม่ได้

หลายคนเริ่มไม่มีความสุขกับงาน
รู้สึกหมด passion
แต่ก็ยังต้องไปต่อ เพราะภาระ ค่าใช้จ่าย หรือความกลัวว่าจะเริ่มใหม่ไม่ได้

นี่คือเหตุผลที่คนจำนวนมากติดอยู่ในวงจร “เหนื่อยแต่หยุดไม่ได้”

ยิ่งเหนื่อย ยิ่งอยากหนี
แต่ยิ่งหนีไม่ได้ ก็ยิ่งรู้สึกผิดกับตัวเอง

ใช้ชีวิตเหมือนเปิดโหมด autopilot

ตื่น ทำงาน กิน นอน
ใช้ชีวิตวนลูปไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าตัวเองกำลังต้องการอะไร

บางคนไม่ได้เศร้าชัดเจน
แต่แค่รู้สึก “ว่างเปล่า” ตลอดเวลา

เหมือนชีวิตกำลังเดินไปเรื่อย ๆ
โดยไม่มีความรู้สึกเชื่อมโยงกับมันอีกแล้ว

รู้สึกผิดเวลาพัก

แม้ในวันหยุด หลายคนยังรู้สึกว่า:

  • ตัวเองควร productive
  • พักเยอะเกินไปไหม
  • คนอื่นกำลังทำงานอยู่หรือเปล่า

จนสุดท้าย การพักก็กลายเป็นอีกเรื่องที่สร้างความเครียด

เพราะเราโตมาในวัฒนธรรมที่ทำให้รู้สึกว่า
“คุณค่าของคน” ขึ้นอยู่กับว่าเราทำประโยชน์ได้มากแค่ไหน

วัฒนธรรม “เก่งต้องไหว” กำลังทำร้ายคนทำงานจำนวนมาก

ปัญหาของภาวะหมดไฟแบบยังใช้ชีวิตได้ปกติ คือมันมักถูกชื่นชมจากสังคม

คนที่ยังทำงานไหวแม้เหนื่อย
คนที่ไม่เคยบ่น
คนที่รับทุกอย่างได้หมด

มักถูกมองว่าเป็น “คนเก่ง”

แต่ในความจริง หลายคนกำลังใช้ความสามารถ ปิดบังความเหนื่อยของตัวเอง

สังคมการทำงานจำนวนมากยังทำให้คนรู้สึกว่า:

  • ถ้าอ่อนแอ = ไม่มืออาชีพ
  • ถ้าพัก = ขี้เกียจ
  • ถ้าบอกว่าไม่ไหว = ไม่มีความสามารถ

จนคนจำนวนมากเลือกเงียบ แม้ใจจะเริ่มพังไปทีละนิด

และสิ่งที่อันตรายที่สุด คือหลายคนเริ่มเชื่อไปแล้วว่า
“การฝืนตัวเองตลอดเวลา” คือเรื่องปกติของการเป็นผู้ใหญ่

High-Functioning Burnout ต่างจาก Burnout ทั่วไปยังไง?

Burnout ทั่วไปHigh-Functioning Burnout
ทำงานต่อไม่ไหวยังทำงานได้ปกติ
อาการชัดเจนอาการเงียบและซ่อนอยู่
คนรอบตัวสังเกตได้ง่ายหลายคนดูไม่ออก
หยุดพักทันทีฝืนตัวเองต่อไปเรื่อย ๆ
รู้ตัวว่าหมดไฟหลายคนไม่รู้ว่าตัวเองกำลังพัง

ภาวะนี้อันตรายตรงที่ คนมักได้รับความช่วยเหลือช้ากว่า เพราะภายนอกยังดู “ปกติดี”

หลายคนเพิ่งรู้ตัวอีกที
ก็ตอนที่เริ่มไม่มีแรงเหลือแม้แต่จะรู้สึกกับชีวิตตัวเองแล้ว

ถ้าคุณเริ่มรู้สึกว่า “ชีวิตมีแต่ทำงาน” อาจถึงเวลาต้องฟังตัวเองบ้าง

หลายคนใช้เวลาทั้งวันดูแลความคาดหวังของคนอื่น
แต่ไม่เคยถามตัวเองเลยว่า

“ตอนนี้ใจเราไหวไหม”

การยอมรับว่าตัวเองเหนื่อย ไม่ได้แปลว่าอ่อนแอ
และการหมดไฟ ไม่ได้แปลว่าคุณไม่มีความสามารถ

บางครั้ง คนที่ดูเข้มแข็งที่สุด
อาจเป็นคนที่กำลังแบกทุกอย่างไว้คนเดียวมานานที่สุด

High-Functioning Burnout

แล้วเราควรรับมือกับ High-Functioning Burnout ยังไง?

หยุดวัดคุณค่าตัวเองจาก productivity อย่างเดียว

คุณค่าของคน ไม่ควรถูกวัดจากจำนวนงานที่ทำได้ตลอดเวลา

การพัก ไม่ใช่รางวัลของคนที่เหนื่อยจนใกล้พัง
แต่มันคือสิ่งจำเป็นของมนุษย์ทุกคน

2. สังเกตตัวเองมากกว่าสังเกต performance

หลายคนยังทำงานได้ดี เลยคิดว่าตัวเองโอเค

แต่สิ่งสำคัญกว่าคือ:

  • คุณยังมีความสุขไหม
  • คุณยังรู้สึกเป็นตัวเองอยู่ไหม
  • คุณยังมีแรงใช้ชีวิตนอกงานหรือเปล่า

เพราะบางครั้ง performance ที่ดี
อาจกำลังแลกมาด้วยสุขภาพจิตที่พังลงเงียบ ๆ

3. การคุยกับนักจิตบำบัด ไม่ได้แปลว่าคุณอ่อนแอ

หลายคนเพิ่งค้นพบว่า การมีใครสักคนรับฟังอย่างจริงจัง
โดยไม่ตัดสิน ไม่รีบสอน และไม่บอกให้ “อดทนอีกหน่อย”

เป็นสิ่งที่ช่วยเยียวยาความเหนื่อยได้มากกว่าที่คิด

ปัจจุบัน คนวัยทำงานจำนวนมากเริ่มเข้ารับ counselling หรือพูดคุยกับนักจิตบำบัดมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่รู้สึกเหนื่อยล้า ว่างเปล่า หรือไม่สามารถเชื่อมต่อกับชีวิตตัวเองได้เหมือนเดิม

การพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ อาจช่วยให้เราเข้าใจว่า:

  • ความเหนื่อยนี้เกิดจากอะไร
  • เรากำลังฝืนตัวเองมากเกินไปหรือเปล่า
  • หรือจริง ๆ แล้ว เรากำลังใช้ชีวิตเพื่อความคาดหวังของใครกันแน่

Counselling Thailand มีนักจิตบำบัดทั้งในกรุงเทพและเชียงใหม่มากขึ้น ทำให้คนวัยทำงานเข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิม และบางครั้ง แค่การได้พูดว่า

“เราเหนื่อยมานานแล้ว” กับใครสักคนที่พร้อมฟังจริง ๆ ก็อาจช่วยให้ใจเบาลงได้มากกว่าที่คิด

แต่คือวันที่เรายังทำทุกอย่างได้เหมือนเดิม ยังยิ้ม ยังตอบแชต ยังประชุม ยังทำงานครบทุกอย่าง ในขณะที่ข้างใน ค่อย ๆ เงียบลงทุกวัน จนวันหนึ่ง เราอาจเพิ่งรู้ตัวว่า ตัวเองไม่ได้เหนื่อยแค่กับงานอีกต่อไป แต่กำลังเหนื่อยกับการ “ฝืนเป็นคนที่ไหวตลอดเวลา”

เริ่มต้นดูแลสุขภาพใจ

ปรึกษาฟรี 15 นาที

เราเข้าใจว่าการเริ่มต้นเข้ารับคำปรึกษาอาจทำให้คุณกังวล
ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไร หรือสงสัยว่าการปรึกษาจะช่วยคุณได้จริงหรือไม่ เราพร้อมมอบประสบการณ์การปรึกษาที่ทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและมั่นใจในทุกขั้นตอน