ในยุคที่การแข่งขันสูงและความสำเร็จเป็นเป้าหมายสำคัญ หลายคนอาจไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังเผชิญกับ Workaholism (ภาวะบ้างาน) ซึ่งแตกต่างจากการเป็นคนขยันทำงานทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ภาวะนี้ไม่ได้หมายถึงแค่การทำงานหนักหรือการทุ่มเทให้กับอาชีพ แต่เป็น การเสพติดการทำงาน อย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ขาดไม่ได้ ผู้ที่มีภาวะบ้างานมักจะรู้สึกผิดหากไม่ได้ทำงาน หรือรู้สึกว่างานเป็นสิ่งเดียวที่กำหนดคุณค่าในตัวเอง ซึ่งอาจนำไปสู่การละเลยสุขภาพ ความสัมพันธ์ และความสุขในชีวิต
หากปล่อยให้ภาวะนี้ดำเนินต่อไปโดยไม่มีการจัดการ อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพจิต เช่น ความเครียดสะสม ความวิตกกังวล หรือแม้กระทั่งภาวะซึมเศร้า นอกจากนี้ การทำงานหนักอย่างต่อเนื่องโดยไม่ให้เวลากับตัวเองในการพักผ่อน อาจนำไปสู่ ภาวะหมดไฟ (Burnout) ซึ่งเป็นสภาวะที่ร่างกายและจิตใจอ่อนล้าจนสูญเสียแรงจูงใจและความสามารถในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้น การตระหนักรู้ถึงขีดจำกัดของตัวเอง และให้ความสำคัญกับสมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว (Work-Life Balance) จึงเป็นสิ่งสำคัญ การพักผ่อนอย่างเพียงพอ การใช้เวลากับครอบครัวและเพื่อนฝูง รวมถึงการทำกิจกรรมที่ช่วยลดความเครียด จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะบ้างานและช่วยให้ชีวิตมีคุณภาพที่ดีขึ้น
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม
Workaholism คืออะไร ?
Workaholism เป็นภาวะที่บุคคลมี ความหมกมุ่นกับการทำงานมากเกินไป จนกระทบต่อสุขภาพจิตและชีวิตส่วนตัว ผู้ที่มีภาวะนี้มักให้คุณค่ากับงานเหนือสิ่งอื่นใด และรู้สึกว่าตัวเองต้องทำงานอยู่ตลอดเวลาเพื่อรักษาความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง พวกเขาอาจรู้สึกผิดหรือกระวนกระวายหากต้องหยุดพัก หรือไม่ได้ทำงานตามที่ตั้งใจไว้ แม้ว่างานนั้นจะไม่ได้เร่งด่วนก็ตาม
หนึ่งในสัญญาณที่บ่งบอกถึงภาวะบ้างาน คือ การคิดถึงงานตลอดเวลา แม้ในช่วงเวลาที่ควรใช้ไปกับการพักผ่อนหรือทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น อยู่กับครอบครัว ทานอาหาร หรือแม้กระทั่งก่อนนอน นอกจากนี้ ผู้ที่มีภาวะบ้างานมัก ใช้เวลาทำงานมากกว่าที่กำหนดเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ทำงานดึกเกินความจำเป็น หรือนำงานกลับมาทำที่บ้านแม้ในวันหยุด
อีกหนึ่งลักษณะสำคัญของ Workaholism คือ ความรู้สึกผิดหรือวิตกกังวลเมื่อไม่ได้ทำงาน คนกลุ่มนี้อาจรู้สึกว่าตัวเองกำลังเสียเวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์หากไม่ได้ทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับงานเลย แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่ควรใช้ไปกับการพักผ่อนหรืองานอดิเรกที่ช่วยเติมเต็มชีวิต
Workaholism ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพกายและใจ ผู้ที่อยู่ในภาวะนี้มัก ละเลยสุขภาพ เช่น พักผ่อนไม่เพียงพอ ทานอาหารไม่เป็นเวลา หรือไม่ออกกำลังกาย ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอและเสี่ยงต่อโรคต่างๆ มากขึ้น นอกจากนี้ ความหมกมุ่นกับง
การศึกษาพบว่า Workaholism สามารถนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าและความเครียดเรื้อรัง ซึ่งอาจทำให้บุคคลสูญเสียความสุขในการใช้ชีวิต และส่งผลเสียต่อคุณภาพชีวิตโดยรวมในระยะยาว ดังนั้น การตระหนักถึงปัญหาและหาแนวทางจัดการภาวะนี้ เช่น การกำหนดเวลาทำงานให้ชัดเจน การสร้างสมดุลระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว (Work-Life Balance) รวมถึงการให้เวลากับตัวเองในการพักผ่อนและดูแลสุขภาพ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่กระทบต่อคุณภาพชีวิต

ผลกระทบของ Workaholism ต่อสุขภาพจิต
ความเครียดและความวิตกกังวล
ความกดดันจากการทำงานหนักส่งผลให้ร่างกายและจิตใจอยู่ในภาวะตึงเครียดตลอดเวลา ผู้ที่มีภาวะบ้างานมักรู้สึกว่าต้องทำงานให้เสร็จสมบูรณ์ตลอดเวลา กลัวความล้มเหลว และกังวลว่าตัวเองอาจไม่ดีพอ สิ่งเหล่านี้ทำให้ระดับ ฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ร่างกายอ่อนล้า อารมณ์แปรปรวน และอาจนำไปสู่ภาวะเครียดเรื้อรัง ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาสุขภาพ เช่น ปวดศีรษะ ไมเกรน ความดันโลหิตสูง และปัญหาทางเดินอาหาร
ภาวะหมดไฟ (Burnout)
การทำงานหนักโดยไม่มีเวลาพักผ่อนอาจทำให้เกิดภาวะหมดไฟ (Burnout) ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายและจิตใจอ่อนล้าอย่างรุนแรงจนสูญเสียแรงจูงใจในการทำงาน ผู้ที่เผชิญกับภาวะนี้มักรู้สึกหมดพลัง หมดความสนใจในสิ่งที่เคยทำ และประสิทธิภาพการทำงานลดลงอย่างเห็นได้ชัด หากไม่ได้รับการจัดการ Burnout อาจส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ เช่น ความเครียดเรื้อรัง อารมณ์แปรปรวน และแม้กระทั่งภาวะซึมเศร้า
ภาวะซึมเศร้า
การทุ่มเทให้กับงานมากเกินไปอาจทำให้บุคคล รู้สึกโดดเดี่ยวและขาดความสุขจากชีวิต Workaholics มักละเลยชีวิตส่วนตัวและความสัมพันธ์กับผู้อื่นนอกจากนี้ ความเครียดสะสมจากการทำงานอาจทำให้เกิดความรู้สึกไร้ค่า หมดหวัง หรือไม่มีความสุขกับชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าในระยะยาว
ปัญหาการนอนหลับ
Workaholics มักมีปัญหานอนไม่หลับหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ เนื่องจากสมองยังคงหมกมุ่นกับงาน แม้จะอยู่บนเตียงก็ตาม ความเครียดจากงานอาจทำให้เกิดภาวะนอนหลับยาก ตื่นกลางดึก หรือฝันเกี่ยวกับงานบ่อยครั้ง ส่งผลให้ร่างกายไม่ได้รับการฟื้นฟูอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ การนอนหลับไม่เพียงพอยังมีผลต่อสุขภาพโดยรวม เช่น ภูมิคุ้มกันต่ำลง อารมณ์แปรปรวน ความสามารถในการตัดสินใจลดลง และเพิ่มความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวานและโรคหัวใจ
สาเหตุของ Workaholism
Workaholism ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มักมีปัจจัยหลายอย่างที่ผลักดันให้บุคคลทำงานอย่างหนักจนเกินขอบเขตของความสมดุลในชีวิต โดยสาเหตุหลักของภาวะบ้างาน ได้แก่
ภาวะสมบูรณ์แบบ (Perfectionism)
บุคคลที่มีแนวโน้ม ต้องการให้งานออกมาสมบูรณ์แบบ มักจะทำงานหนักเกินไปเพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างไม่มีข้อผิดพลาด พวกเขาอาจใช้เวลามากเกินความจำเป็นในการตรวจสอบรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ หรือแก้ไขงานซ้ำๆ เพื่อให้ได้มาตรฐานสูงสุด แม้ว่างานนั้นอาจเสร็จสมบูรณ์แล้วในระดับที่ยอมรับได้ก็ตาม ความคาดหวังที่สูงเกินไปต่อตนเองอาจทำให้เกิดความเครียดสะสม และทำให้ไม่สามารถผ่อนคลายหรือปล่อยวางจากงานได้
วัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมการทำงานหนัก
บางบริษัทมีวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับการทำงานหนักมากกว่าสมดุลในชีวิตส่วนตัว ส่งผลให้พนักงานรู้สึกว่าการทำงานเกินเวลาเป็นเรื่องปกติ และอาจถูกกดดันให้ต้องทำงานมากขึ้นเพื่อให้ได้รับการยอมรับหรือความก้าวหน้าในอาชีพ วัฒนธรรมแบบนี้อาจสร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ทำให้พนักงานรู้สึกว่าต้องทำงานหนักขึ้นเรื่อยๆ เพื่อรักษาตำแหน่งหรือได้รับโอกาสที่ดีขึ้น
ความกลัวความล้มเหลว
หลายคนทำงานหนักเกินไปเพราะ กังวลว่าหากไม่พยายามอย่างเต็มที่ พวกเขาอาจล้มเหลว หรือถูกมองว่าไม่มีความสามารถ ความกลัวนี้อาจมาจากแรงกดดันภายในตัวเอง หรือความคาดหวังจากครอบครัวและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมที่ให้คุณค่ากับความสำเร็จและความก้าวหน้าในอาชีพมากกว่าสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิต สิ่งนี้อาจทำให้บุคคลพยายามทำงานอย่างหนักโดยไม่หยุดพัก เพราะกลัวว่าวันหนึ่งจะสูญเสียโอกาสหรือถูกแทนที่
เทคโนโลยีและการทำงานทางไกล
เทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้เส้นแบ่งระหว่างเวลางานและเวลาส่วนตัวเลือนราง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่การทำงานทางไกล (Remote Work) เป็นเรื่องปกติ อีเมล ข้อความ และแพลตฟอร์มสื่อสารออนไลน์ทำให้พนักงานสามารถเชื่อมต่อกับงานได้ตลอดเวลา หลายคนรู้สึกว่าต้องตอบอีเมลหรือข้อความงานแม้ในช่วงเวลาส่วนตัว หรือทำงานต่อหลังเลิกงานเพราะรู้สึกว่ามีความคาดหวังให้ต้อง “ออนไลน์” อยู่เสมอ สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่ภาวะบ้างานโดยไม่รู้ตัว เพราะบุคคลไม่สามารถแยกเวลางานออกจากชีวิตส่วนตัวได้อย่างชัดเจน

วิธีรับมือกับภาวะบ้างาน
1. กำหนดขอบเขตในการทำงาน
การสร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานเริ่มต้นจาก การกำหนดขอบเขตเวลาทำงานและเวลาพักผ่อนให้ชัดเจน ควรกำหนดเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดการทำงานในแต่ละวัน และหลีกเลี่ยงการทำงานเกินเวลาที่กำหนด หากทำงานจากที่บ้าน ควรมีพื้นที่ทำงานเฉพาะเพื่อแยกแยะระหว่างเวลางานกับเวลาส่วนตัว การตั้งกฎให้ตัวเอง เช่น “หลังเวลา 18.00 น. จะไม่เช็กอีเมลงาน” หรือ “จะไม่ทำงานในวันหยุด” จะช่วยให้สามารถจัดการเวลาได้ดีขึ้นและมีเวลาสำหรับการพักผ่อนอย่างแท้จริง
2. ให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเอง
สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่เพียงแต่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง แต่ยังช่วยลดความเครียดและทำให้สมองปลอดโปร่งขึ้น นอกจากนี้ การทำกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลาย เช่น การอ่านหนังสือ ฟังเพลง ดูภาพยนตร์ หรือใช้เวลากับครอบครัวและเพื่อนสนิท จะช่วยให้สามารถปลดปล่อยความตึงเครียดจากงานได้ การพักผ่อนให้เพียงพอและการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องพึ่งพาการทำงานหนักตลอดเวลา
3. ขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ
หากพบว่าการทำงานเริ่มส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตและชีวิตส่วนตัว การพูดคุยกับนักจิตวิทยาหรือนักจิตบำบัดอาจเป็นทางเลือกที่ดี ผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมการทำงานที่ไม่สมดุล และให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการจัดการกับภาวะบ้างาน นอกจากนี้ การเข้าร่วมกลุ่มสนับสนุนหรือเวิร์กชอปเกี่ยวกับการบริหารเวลาหรือการลดความเครียดก็อาจช่วยให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น และพัฒนาวิธีการทำงานที่ดีต่อสุขภาพในระยะยาว
4. ฝึกสติและการจัดการความเครียด
การฝึกสติ (Mindfulness) และเทคนิคการบริหารเวลาที่มีประสิทธิภาพ เป็นกุญแจสำคัญในการลดภาวะบ้างาน การทำสมาธิ การฝึกหายใจลึกๆ หรือการใช้เทคนิคเช่น Pomodoro Technique (ทำงาน 25 นาที พัก 5 นาที) สามารถช่วยให้มีสมาธิในการทำงานโดยไม่รู้สึกเหนื่อยล้าจนเกินไป การเรียนรู้วิธีจัดลำดับความสำคัญของงาน และการปล่อยวางสิ่งที่ไม่จำเป็นจะช่วยให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องทำงานหนักเกินไป
Workaholism เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิต หากคุณสังเกตว่าตัวเองเริ่มรู้สึก เหนื่อยล้า หมกมุ่นกับงานมากเกินไป หรือรู้สึกผิดเมื่อไม่ได้ทำงาน อาจเป็นสัญญาณว่าการทำงานกำลังเข้ามาครอบงำชีวิตคุณ การทำงานหนักอาจเป็นสิ่งที่ดี แต่เมื่อมันเริ่มกระทบต่อสุขภาพ ความสัมพันธ์ และความสุขส่วนตัว ก็ถึงเวลาที่ต้อง ทบทวนและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง
ลองถามตัวเองว่า “ฉันกำลังเผชิญปัญหาสมดุลชีวิตและการทำงานอยู่หรือไม่?” หากคำตอบคือใช่ การเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงตั้งแต่วันนี้อาจช่วยให้คุณกลับมามีชีวิตที่สมดุลและมีความสุขมากขึ้น คุณอาจเริ่มจากการกำหนดเวลางานที่ชัดเจน ให้เวลากับตัวเองมากขึ้น และฝึกฝนเทคนิคการจัดการความเครียด
หากคุณต้องการความช่วยเหลือ Counselling Thailand มีบริการให้คำปรึกษาจาก นักจิตบำบัดที่มีประสบการณ์ พร้อมช่วยแนะนำแนวทางในการปรับสมดุลชีวิตและการทำงาน เพื่อให้คุณสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องแบกรับภาระงานจนเกินไป อย่าปล่อยให้ Workaholism ทำให้คุณหลงลืมความสุขที่แท้จริงของชีวิต—เริ่มดูแลสุขภาพจิตของคุณตั้งแต่วันนี้!