คุณเคยรู้สึกไหมว่า…ทำงานเสร็จแต่ไม่รู้สึกภูมิใจ เจอเรื่องแย่แต่ก็ไม่รู้สึกเสียใจ หรือแม้แต่เรื่องดี ๆ ก็ไม่ทำให้หัวใจขยับ ? อาการแบบนี้เรียกว่า “อารมณ์ชินชา (Emotional Numbness)” ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้มากในคนวัยทำงานที่เผชิญความเครียดสะสม จนร่างกายเริ่ม “ตัดระบบความรู้สึก” เพื่อป้องกันตัวเองไม่ให้เจ็บปวดมากเกินไป
ในบทความนี้เราจะพาไปรู้จัก Emotional Numbness สัญญาณเตือน และวิธีดึงอารมณ์กลับมาอย่างอ่อนโยน รวมถึงเวลาไหนควรขอความช่วยเหลือจากนักจิตบำบัด
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม

Emotional Numbness คืออะไร?
Emotional Numbness คือภาวะที่เรา “รับรู้อารมณ์ได้ลดลง” ทั้งดีและร้าย ไม่ใช่เพราะไม่แคร์ แต่เพราะร่างกายกำลังอยู่ในโหมดป้องกันตัวเองจากความเครียดหรือความกดดันที่สะสมมานานหลายคนอาจไม่รู้ตัว เพราะยังทำงานได้ ไปเรียนได้ พูดคุยได้ตามปกติ แต่ “หัวใจเหมือนปิดเสียงอยู่ตลอดเวลา”
ทำไมคนวัยทำงานถึงเจอ Emotional Numbness บ่อย?
- ความเครียดสะสมจากงาน ที่ไม่เคยได้หยุดพักจริง ๆ
- การคาดหวังสูง จากตัวเองหรือคนรอบตัว
- ทำงานตามหน้าที่มากกว่าตามความหมาย
- ภาวะหมดไฟ (Burnout) ที่ไม่ได้รับการฟื้นฟู
- ความผิดหวังเรื้อรัง ที่ไม่เคยถูกยอมรับหรือเยียวยา
ผลลัพธ์คือสมองตัดระบบอารมณ์ชั่วคราว เพื่อให้คุณ “อยู่รอด” ในความเครียดที่หนักเกินรับไหว
สัญญาณว่าเราอาจกำลังมีภาวะ Emotional Numbness
- รู้สึกเฉยกับทุกอย่าง แม้สิ่งที่เคยทำให้ตื่นเต้น
- ไม่มีแรงใจทำงานหรือเริ่มสิ่งใหม่
- ไม่อยากเข้าสังคมหรือเจอผู้คน
- ร่างกายล้า แต่ใจไม่รู้สึกอะไร
- นอนไม่หลับหรือหลับแต่ไม่สดชื่น
- รู้สึกเหมือนชีวิตอยู่ในโหมดอัตโนมัติ
หากคุณสังเกตเห็นหลายข้อพร้อมกัน นั่นคือสัญญาณว่าร่างกายกำลังขอความช่วยเหลืออย่างจริงจัง
วิธีดึงอารมณ์กลับมาอย่างอ่อนโยน
1.เริ่มจากรับรู้ว่าคุณไม่ได้มีอะไรผิดปกติ
อารมณ์ชินชาเป็น “กลไกป้องกันตัวเอง” ไม่ใช่ความล้มเหลว เริ่มต้นด้วยการยอมรับสภาวะนี้ก่อน โดยไม่ต้องฝืนรู้สึกดีทันที
2.ให้ร่างกายทำงานแทนอารมณ์
กิจกรรมเล็ก ๆ ที่ใช้ร่างกายช่วยให้สมองกลับมาเชื่อมกับอารมณ์ เช่น เดินช้า ๆ, อาบน้ำอุ่น, สูดลมหายใจลึก ๆ, ยืดเหยียด 3 นาที
3. สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ตัวเอง
ปิดแจ้งเตือนบางช่วงลดการเสพข่าว พักจากความสัมพันธ์ที่ทำให้ไม่สบายใจ
4. ค่อย ๆ กลับมารับรู้ความรู้สึก
ลองจดว่า “ตอนนี้ฉันรู้สึกอะไรในร่างกาย” เจ็บตึงตรงไหน อุ่นตรงไหน หายใจลึกได้ไหม การสังเกตร่างกายช่วยเปิดประตูกลับสู่ความรู้สึกได้ดี
5. พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ
ถ้าอาการลากยาวหลายสัปดาห์ หรือเริ่มกระทบงานและชีวิตประจำวัน การคุยกับนักจิตบำบัดจะช่วยให้คุณเข้าใจรากของปัญหาและฟื้นฟูได้เร็วขึ้น

ควรปรึกษานักจิตบำบัดเมื่อไหร่
1. เริ่มไม่สนใจสิ่งที่เคยชอบ
2. รู้สึกว่างเปล่าตลอดเวลา
3. ไม่มีแรงจัดการชีวิตพื้นฐาน
4. มีอาการร่วมอื่น เช่น วิตกกังวล หรือนอนไม่หลับเรื้อรัง
หากคุณต้องการผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจคนวัยทำงาน โดยเฉพาะความเครียดเรื้อรังและภาวะอารมณ์ชินชา สามารถพูดคุยกับนักจิตบำบัดจาก Counseling Thailand ได้ การรู้ตัวและให้เวลากับตัวเองคือจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟู และถ้าคุณไม่อยากฟื้นฟูคนเดียว นักบำบัดก็พร้อมช่วยให้คุณ “กลับมารู้สึกอีกครั้ง” อย่างปลอดภัย







